ลู่วิ่งไฟฟ้า

10 สุดยอดลู่วิ่งไฟฟ้า ยี่ห้อไหนดี ที่คุณต้องมีประจำปี 2021

การออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ควรทำเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี ซึ่งการออกกำลังกายนั้นมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบตามความชอบ แต่การออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายที่สุดนั้นคือการวิ่ง แต่บางครั้งการออกไปวิ่งนอกสถานที่อาจจะทำไม่ได้ด้วยสาเหตุหลายๆ อย่าง ซึ่ง “ลู่วิ่งไฟฟ้า” คืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้วิ่งได้ทุกเวลาที่ต้องการ ไม่ต้องห่วงเรื่องสภาพอากาศ ในบทความนี้จะมาแนะนำลู่วิ่งไฟฟ้าว่าแบรนด์ไหนควรมีไว้ใช้สำหรับปี 2021

ลองมาดูกันว่าสำหรับ 10 อันดับลู่วิ่งไฟฟ้าว่าแบรนด์ไหนควรมีไว้ใช้สำหรับปี 2021

1

JOHNSON TEMPO T77

แข็งแรง ทนทาน รองรับน้ำหนักได้ถึง 125 กิโลกรัม 

JOHNSON TEMPO T77 นั้นเป็นลู่วิ่งไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นที่เรียกได้ว่าควรมีไว้ใช้งาน เนื่องจากลู่วิ่งรุ่นนี้เป็นรุ่นที่มีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาสุดถึง 125 กิโลกรัม ใช้มอเตอร์แบบ CHP ที่ให้แรงม้าต่อเนื่องได้สูงสุด 3 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 16 กิโลเมตร / ชั่วโมง สามารถปรับความองศาความชันในการวิ่งได้ 18 องศา รองรับแรงกระแทกด้วยระบบ Ariable Response Cushioningใช้งานสะดวกด้วยหน้าจอ LCD ขนาด 5 นิ


2

THAI SUN SPORT TA07

ไม่ใช่แค่เพียงวิ่ง แต่ยังช่วยสลายไขมันที่หน้าท้องได้อีกด้วย 

สำหรับ THAI SUN SPORT TA07 เป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มาพร้อมกับเครื่องนวดสลายไขมันซึ่งจะช่วยให้การออกกำลังทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลู่วิ่งรุ่นนี้ใช้มอเตอร์ขนาด 2 แรงม้า ให้ความเร็วสูงสุด 12 กิโลเมตร / ชั่วโมง พร้อมกับการปรับความชันได้ 3 ระดับ สูงสุด 16 องศา และยังให้ความเพลิดเพลินระหว่างการออกกำลังกายด้วยลำโพงที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย 


3

Toughman CP-A4s

มีระบบ Safty Key เพื่อความปลอดภัยในการออกกำลังกาย 

Toughman CP-A4s เป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มาพร้อมกับมอเตอร์ขนาด 3 แรงม้า ให้ความเร็วได้สูงสุด 15 กิโลเมตร / ชั่วโมง การใช้งานสามารถทำได้ง่ายด้วยหน้าจอ LCD สำหรับแสดงข้อมูล 5 นิ้ว มีโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิ่งมาให้ถึง 12 โปรแกรม ปรับระดับความชันได้ 15 ระดับอย่างง่ายดายด้วยปุ่มควบคุมบริเวณที่พักแขน มีระบบ Safty Key ที่จะหยุดเครื่องอัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการออกกำลังกาย


4

FITEX R500 

มอเตอร์ขนาด 4 แรงม้า ให้ความเร็วสูงสุด 18 กิโลเมตร / ชั่วโมง 

สำหรับ FITEX R500 นั้นเป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายให้เต็มที่ เนื่องจากลู่วิ่งรุ่นนี้ใช้มอเตอร์ขนาด 4 แรงม้า ให้ความเร็วสูงสุด 18 กิโลเมตร / ชั่วโมง พร้อมการปรับความชันได้ถึง 18 ระดับ มี 12 โปรแกรมการออกกำลังกาย สายพานมีความกว้าง 64 เซนติเมตรทำให้วิ่งได้อย่างสบาย อีกทั้งยังมีระบบ ComfortTech 6-Point Commercial Grade Damping System ที่จะช่วยลดแรงกระแทกระหว่างการวิ่งเพื่อไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บ

5

B&G F18

ออกแบบสวยงาม ครบครันทุกสิ่งอำนวยความสะดวก 

ลู่วิ่งไฟฟ้า B&G F18 เป็นลู่วิ่งอีกหนึ่งรุ่นที่จะช่วยให้การออกกำลังกายสามารถทำได้อย่างเพลิดเพลิน เนื่องจากลู่วิ่งรุ่นนี้ถูกออกแบบมาให้รองรับกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับ Application สำหรับการวิ่งบนโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงการเชื่อมต่อเพื่อฟังเพลงอีกด้วย แสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นความเร็ว เวลา ระยะทาง แคลอรี ชีพจร ด้วยหน้าจอ LCD ขนาดใหญ่

6

Van Burgh VB8019

ลู่วิ่งไฟฟ้าราคาประหยัด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น 

สำหรับ Van Burgh VB8019 นั้นเป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีราคาไม่สูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้น ซึ่งลู่วิ่งรุ่นนี้ใช้มอเตอร์ขนาด 2 แรงม้า ให้ความเร็วสูงสุด 12 กิโลเมตร / ชั่วโมง รองรับน้ำหนักได้ 90 กิโลกรัม ลู่วิ่งยาว 110 เซนติเมตร กว้าง 40 เซนติเมตร ทำให้วิ่งได้อย่างสะดวก มีระบบรองรับแรงกระแทกที่จะช่วยลดอาการบาดเจ็บได้เป็นอย่างดี พร้อมโปรแกรมอัตโนมัติหลากหลายรูปแบบที่จะช่วยพัฒนาการวิ่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

7

Xiaomi Kingsmith K12 2-in-1 Walking & Running Pad 

เมื่อเทคโนโลยีช่วยให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องง่าย 

สำหรับ Xiaomi Kingsmith K12 2-in-1 Walking & Running Pad นั้นเป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่ทาง Xiaomi พัฒนาร่วมกับ Kingsmith ทำให้ลู่วิ่งรุ่นนี้มีจุดเด่นในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานได้ 2 ประเภทคือการวิ่ง และการเดิน รวมไปถึงเทคโนโลยี vAuto ที่จะช่วยปรับความเร็วอัตโนมัติตามความเร็วในการวิ่ง สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 100 กิโลกรัม แต่ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบาเพียง 33 กิโลกรัมเท่านั้น

8

Goldmare Commercial Trademill  GT5

รองรับแรงกระแทกด้วย Shock-Absorber ลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บ 

Goldmare Commercial Trademill GT5 เป็นลู่วิ่งไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นที่มีระบบต่างๆ เพื่อช่วยให้การวิ่งทำได้สนุกสนาน และมีความปลอดภัย ลู่วิ่งรุ่นนี้มีระบบรองรับแรงกระแทกแบบ Shock-Absorber ที่จะช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บในการวิ่งได้เป็นอย่างดี บริเวณหน้าจอมีพัดลมเพื่อช่วยลดความร้อนในขณะออกกำลังกาย พร้อมโปรแกรมในการออกกำลังกายมากถึง 12 โปรแกรม และระบบวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 24 ชั่วโมง

9

FIT 2 FIRM DK-55AD

มีระบบปรับความชันอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความท้าทายในการออกกำลังกาย 

ถ้าให้เลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่สามารถท้าทายความสามารถในการวิ่งได้เป็นอย่างดีนั้น FIT 2 FIRM DK-55AD จัดว่าเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี เนื่องจากลู่วิ่งรุ่นนี้ใช้มอเตอร์ขนาด 4 แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 18 กิโลเมตร / ชั่วโมง อีกทั้งยังเพิ่มความท้าทายในการวิ่งด้วยระบบปรับความชันอัตโนมัติที่เพิ่มความชันได้ถึง 18 องศา ตัวเครื่องมีความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ถึง 140 กิโลกรัม 

10

Setko TOUCH 10 4HP 

ควบคุมการใช้งานอย่างง่ายดายด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 10 นิ้ว  

สำหรับ Setko TOUCH 10 4HP เป็นลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่คือ กว้าง 52 เซนติเมตร ยาว 140 เซนติเมตร ที่ช่วยให้การวิ่งเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย ไม่รู้สึกอึดอัด ควบคุมการทำงานด้วยหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว ที่จะทำให้การใช้งานระบบต่างๆ รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ทำได้อย่างง่ายดาย มอเตอร์มีขนาด 4 แรงม้า ทำงานเงียบ ไม่มีเสียงรบกวน

วิธีการเลือกซื้อลู่วิ่งไฟฟ้า

  • พื้นที่บนลู่วิ่งต้องมีขนาดที่เหมาะสม สำหรับการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้านั้นขนาดของพื้นที่บนลู่วิ่งต้องมีขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้การออกกำลังนั้นมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัย ซึ่งขนาดพื้นที่ของลู่วิ่งก็มีให้เลือกหลากหลายขนาด ถ้าเน้นในเรื่องการเดินบนลู่วิ่งก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ลู่วิ่งที่มีขนาดกว้างมาก แต่ถ้าเน้นในเรื่องการวิ่งควรเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่มีความกว้างเพื่อความคล่องตัวในการวิ่งนั่นเอง 
  • เลือกที่ความเร็วของลู่วิ่ง ความเร็วของลู่วิ่งไฟฟ้านั้นมีหลายระดับซึ่งความเร็วแต่ละระดับก็เหมาะสมกับรูปแบบการออกกำลังที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่นการใช้ความเร็วไม่เกิน 5 กิโลเมตร / ชั่วโมงจะเหมาะกับการเดินเร็ว ความเร็ว 6 – 10 กิโลเมตร / ชั่วโมงจะเหมาะสำหรับการวิ่งธรรมดา ส่วนความเร็วที่ 11 – 15 กิโลเมตร / ชั่วโมง เหมาะสำหรับการวิ่งเร็ว ดังนั้นการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้ามาใช้งานต้องคำนึงระดับความเร็วที่ลู่วิ่งนั้นสามารถทำได้ว่าเหมาะสมกับรูปแบบการวิ่งของตัวเองหรือไม่ ซึ่งความเร็วของลู่วิ่งก็จะขึ้นอยู่กับขนาดมอเตอร์ของลู่วิ่งนั่นเอง 
  • เลือกจากคุณสมบัติในการรับน้ำหนัก สำหรับการรับน้ำหนักของลู่วิ่งไฟฟ้านั้น ลู่วิ่งแต่ละรุ่นก็มีความสามารถในการรับน้ำหนักที่แตกต่างกัน สำหรับน้ำหนักที่จะเกิดขึ้นบนลู่วิ่งนั้นไม่ใช่คิดแค่น้ำหนักตัวของผู้ใช้งานเพียงอย่างเดียว ต้องคำนวณในเรื่องของน้ำหนักขณะวิ่งด้วย เพราะเมื่อวิ่งอยู่นั้นน้ำหนักที่ลงไปสู่ลู่วิ่งจะมีมากกว่าปกติ โดยสามารถคำนวณได้ด้วยการนำน้ำหนักของผู้ใช้งานไปคูณด้วย 3 แล้วหารด้วย 2 ยกตัวอย่างเช่นผู้ใช้งานมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม คูณ 3 = 210 กิโลกรัม หารด้วย 2 = 105 กิโลกรัม นั่นคือน้ำหนักที่ลู่วิ่งต้องรับขณะออกกำลังกายนั่นเอง 
  • เลือกที่ระบบรับแรงกระแทก การวิ่งนั้นจะทำให้ร่างกายเกิดแรงกระแทกกลับมายังข้อต่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าลู่วิ่งไฟฟ้าที่เลือกมาไม่มีระบบรับแรงกระแทกที่ดีจะทำให้ร่างกายเกิดการบาดเจ็บได้ง่าย ดังนั้นการเลือกหาลู่วิ่งไฟฟ้าเพื่อมาใช้งานจึงควรเลือกระบบรองรับแรงกระแทกที่มีประสิทธิภาพซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกิดอาการบาดเจ็บระหว่างการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น 
  • เลือกตามราคาที่เหมาะสม ลู่วิ่งไฟฟ้ามีราคาตั้งแต่ไม่กี่พันบาทไปจนถึงหลายหมื่นบาท ดังนั้นการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าเพื่อมาใช้งานควรคำนึงถึงงบประมาณด้วย การซื้อลู่วิ่งคุณภาพสูงแต่ไม่สามารถใช้งานได้เต็มความสามารถของลู่วิ่งก็เป็นการสิ้นเปลือง ส่วนการเลือกลู่วิ่งที่ราคาถูกแต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการใช้งานได้อย่างที่ต้องการก็เป็นการสิ้นเปลืองเช่นกัน ดังนั้นการเลือกลู่วิ่งไฟฟ้าที่ถูกต้องควรเลือกที่มีราคา และคุณภาพตรงกับความต้องการในการใช้งานนั่นเอง 

คำถามที่พบบ่อยของลู่วิ่งไฟฟ้า

น้ำหนักรวมของลู่วิ่งไฟฟ้านั้นไม่ได้ส่งผลต่อการใช้งานโดยตรง เพราะลู่วิ่งไฟฟ้าบางรุ่นถึงแม้ว่าจะมีน้ำหนักเบาแต่ก็สามารถใช้งานได้หลากหลาย และมีความทนทานไม่แพ้ลู่วิ่งที่มีน้ำหนักมาก แต่น้ำหนักรวมของลู่วิ่งไฟฟ้าจะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนย้าย และการพับเก็บนั่นเอง ซึ่งลู่วิ่งที่มีน้ำหนักเบาจะสามารถเคลื่อนย้าย รวมไปถึงพับเก็บได้สะดวกมากกว่า

เครื่องออกกำลังกายที่มีความใกล้เคียง และสามารถใช้ทดแทนลู่วิ่งไฟฟ้าได้มีชื่อเรียกว่า Cross Trainers ซึ่งเครื่องออกกำลังกายประเภทนี้มีลักษณะการออกกำลังกายที่คล้ายการวิ่ง แต่จะช่วยให้ร่างกายไม่ต้องรับภาระหนักเนื่องจากไม่ต้องลงน้ำหนักกับพื้นจึงไม่เกิดแรงกระแทกกลับมานั่นเอง แต่เครื่อง Cross Trainers ก็ไม่สามารถทำความเร็วได้เหมือนกับการวิ่งบนลู่วิ่งไฟฟ้า 

สำหรับลู่วิ่งไฟฟ้าที่สามารถปรับระดับของความชันได้นั้นจะส่งผลต่อการออกกำลังกายมากพอสมควร เนื่องจากการปรับระดับความความชันจะส่งผลต่อการวิ่งโดยตรง โดยความชันระดับต่างๆ จะทำให้ต้องใช้แรงในการวิ่งเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญที่มากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นถ้าต้องการวิ่งให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้น รวมไปถึงกระตุ้นการเต้นของหัวใจให้ดีขึ้น การปรับระดับความชันของลู่วิ่งไฟฟ้าให้เหมาะสมนั้นจะช่วยได้มากเลยทีเดียว แต่ข้อควรระวังในการปรับความชันคือไม่ควรเลือกระดับความชันที่มากเกินไปสำหรับมือใหม่ เพราะนอกจากจะทำให้การวิ่งทำได้ยากมากขึ้นแล้ว ยังอาจจะเสี่ยงทำให้ร่างกายเกิดอาการบาดเจ็บจากการวิ่งได้อีกด้วย

Scroll to Top