น้ำยากัดสีผม

10 สุดยอดน้ำยากัดสีผม ยี่ห้อไหนดี ที่คุณต้องมีประจำปี 2021

เตรียมสีผมก่อนย้อมสีที่ชอบ เพื่อให้ได้สีที่ใช่และโดนใจตามเทรนด์สีผมสุดฮิต น้ำยากัดสีผมเป็นตัวช่วยที่ดีมากทีเดียวในการปรับความสว่างของสีผมก่อนย้อมสีจริง เพื่อให้สีย้อมติดง่ายและได้สีตรงตามที่ต้องการมากที่สุด โดยเฉพาะคนที่มีพื้นสีผมสีเข้มอย่างคนเอเชีย เมื่อเวลาย้อมสีจริงโดยไม่ผ่านการกัดสีผมนั้นทำให้ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่ได้สีผมที่ตรงใจ

ลองมาดูกันว่า 10 อันดับน้ำยากัดสีผมนั้นแต่ละแบรนด์จะมีจุดเด่นอะไรบ้างที่น่าสนใจ

1

NIGAO Bleaching Cream Maxx Light

เพิ่มความสว่าง ป้องกันผมเสียจากการฟอกซ้ำ ผมไม่แห้งกรอบ

NIGAO Bleaching Cream Maxx Light สูตรอ่อนโยนไม่ทำร้ายผม แม้ฟอกสีซ้ำ ทำให้ผมไม่แห้งกรอบและขาดง่าย เพิ่มความสว่างและรักษาความสว่างของสีผมอย่างสม่ำเสมอ โดยมี Mineral Oil ทำหน้าที่เข้าบำรุงผมไม่ให้แห้งเสีย  POTASSIUM PERSULFATE, AMMONIUM PERSULFATE และ SODIUM METASILICATE ทำหน้าที่ฟอกสีผม และ SILICA ช่วยให้สีติดผมได้นานขึ้น


2

ผงฟอกสีผม Dcash

ล้างผมสีเข้ม เพิ่มความเด่นชัดให้เส้นผม ผมดูมีมิติ

ผงฟอกสีผม Dcash มีเนื้อละเอียดทำให้เกลี่ยง่าย เป็นสูตรเพิ่มความเด่นชัดให้กับผม ดูมีมิติขึ้น มี 2 เฉดสี สีทอง และ สีขาว ปรับสีผมให้อ่อนลงได้ทันทีหลังจากทำครั้งแรกหากใช้ครั้งแรกแล้วยังดูผมสีเข้มอยู่ สามารถกัดสีซ้ำได้ 2-3 ครั้ง สีผมก็จะดูสว่างขึ้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพื้นสีผมของแต่ละคนด้วย ระดับความสว่างเพิ่มขึ้นได้ 7-9 หากผสมผงฟอกสีดีแคช 1 ซอง กับ ไฮเปอร์ 12% 1 ขวด  จะได้ปริมาณ 75 มล.


3

Lolane Pixxel Hair Bleaching Powder

กัดสีผมได้ถึง 3 ระดับ  ลดเม็ดสีบนเส้นผม โลแลน พิกเซล แฮร์บลิชชิ่งพาวเดอร์ 

Lolane Pixxel Hair Bleaching Powder ขนาด 15 กรัม มี 3 สูตร Normal Lift ความสว่างระดับ 8  สูตร Extreme Lift ความสว่างระดับ 9+ และ สูตร Gentle Lift ความสว่างระดับ 11 ช่วยลดเม็ดสีบนเส้นผม ซึ่งจะได้สีบลอนด์อ่อนมากๆ ผสมผงกัดสี 1 ซอง ต่อ ออกซี่มิลค์โลชั่น 1 ขวด จากนั้นป้ายลงบนผมเว้นโคน 1 ซม. เมื่อได้สีที่ต้องการ ให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่าแล้วสระผมด้วยแชมพู และล้างออกด้วยน้ำเปล่าอีกครั้งหนึ่ง


4

FSanjing

สีผมสว่างไว ไร้แอมโมเนีย กลิ่นไม่ฉุน

Sanjing ยากัดสีผมจากญี่ปุ่น กัดสีผมสว่างไวใน 30 นาที ไม่ทำร้ายผมด้วยสูตรปราศจากแอมโมเนีย ปรับสีผมสว่างระดับ 5-10 จุดเด่น คือ ผงกัดสีมีโมเลกุลเล็กทำให้ซึมเข้าสู่เส้นผมได้เร็ว ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปตามพื้นสีผมรวมถึงความหนาของเส้นผม มีส่วนผสมของ Mineral Oil ช่วยให้ผมเงางาม หากผู้ใช้ผมสั้นแนะนำให้ใช้ 1 กล่อง หากผู้ใช้มีผมยาวหรือผมหนาแนะนำให้ใช้ 2-3 กล่อง

5

Berina hair bleaching powder

สีผมทอง สว่างชัดเจน ใช้ง่าย

Berina hair bleaching powder ผงกัดสีจากเบอริน่า ใช้งานง่าย ความสามารถในการกัดสีผมเป็นสีเหลืองหรือสีทองสว่างที่ระดับ 3-4 ความเข้มข้นของดีเวลลอปเปอร์ 12 % ไม่ทำให้ผมแห้งเสีย และสีติดได้นาน

6

CRUSET Hair Bleaching Cream

ฟอกสีสวย พร้อมบำรุงเส้นผมให้นุ่มชุ่มชื้น 

CRUSET Hair Bleaching Cream น้ำยากัดสีผมแบบครีม กัดสีผมให้สีทองสว่าง พร้อมเพิ่มตัวบำรุงเส้นผมด้วยวิตามิน E และ เพิ่มความเงาให้กับผมด้วยน้ำมันมะกอก ดีเวลลอปเปอร์อยู่ที่ 12 % ส่วนผสมน้ำยากัดต่อดีเวลลอปเปอร์อยู่ที่ 1:1 ใช้ระยะเวลากัด 10-40 นาที เมื่อได้สีตามที่ต้องการแล้วให้ล้างออกด้วยน้ำเปล่า สระด้วยแชมพู และตามด้วยครีมหมักผม 

7

Schwarzkopf Igora

สีติดทน ไฮไลต์สวยโดดเด่น 

Schwarzkopf Igora น้ำยากัดสีผม ประกอบด้วยผงกัด ขนาด 15 กรัม และดีเวลลอปเปอร์อยู่ที่ระดับ 9%   ขนาด 30 ml. กัดสีผมได้ดีและทำให้ติดสีย้อมดีขึ้น และสามารถนำไปทำเป็นช่อผมไฮไลต์ได้ ลงน้ำยากัดสีลงบนเส้นผม โดยเว้นจากโคน 1 ซม. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหนังศีรษะ ทั้งนี้ ให้กลับมาเติมโคนหลังจากการลงน้ำยากัดทั่วศีรษะแล้ว

8

DCASH PROFESSIONAL MASTER

สีผมโดดเด่น ไฮไลท์ชัด เพิ่มความเงางามให้เส้นผม

DCASH PROFESSIONAL MASTER มีผงกัดสี ขนาด 15 กรัม และ MILDROXY 12% ขนาด 60 ml.ระดับความสว่าง 7-9 ผสมผงกัดสีและดีเวลลอปเปอร์ แล้วทิ้งไว้ 1-2 นาที ก่อนนำไปกัดสีผม เมื่อได้สีที่ต้องการแล้ว ให้ล้างออกด้วยแชมพู และบำรุงด้วยทรีทเม้น ประมาณ 10 นาที แล้วจึงล้างออก

9

DIPSO professional focus

เนื้อละเอียด ล้างสีเดิม ปรับความสว่าง ดูมีมิติ

DIPSO professional focus มี 2 เฉด ให้เลือก คือ สีทอง และ สีขาวมุก ในเซ็ตมีผงกัด ขนาด 15 กรัม และ ดีเวลลอปเปอร์ 12% ขนาด 60 ml. มีเนื้อละเอียด ปรับสีได้ในระดับ 7-9 นอกจากนี้ ยังช่วยล้างสีผมเดิม หรือทำไฮไลท์ให้ผมดูมีมิติมากขึ้น ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ และห้ามใช้ขณะที่มีหนังศีรษะลอก

10

ผงฟอกผม power

สีผมโดดเด่น ไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ กลิ่นไม่ฉุน ไม่ติดสีเหลือง

ผงฟอกผม power ขนาด 500 กรัม ใช้ได้ 3-5 รอบขึ้นอยู่กับความสิ้นยาวและความหนาบางของผม มีคุณสมบัติฟอกผมไม่ติดสีเหลือง เหมาะกับผมที่ต้องการย้อมสีอ่อน หรือสีพาสเทล มีกลิ่นไม่ฉุน ไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ หากมีพื้นสีผมดำ และเส้นผมแข็งแรง ใช้ไฮโดรเจน 12% หากต้องการสีผมสว่าง ใช้ไฮโดรเจน 9% หากต้องการสีขาวนวล หรือเส้นผมบอบบาง ใช้ไฮโดรเจน 6%

วิธีการเลือกซื้อน้ำยากัดสีผม

  • เลือกความเข้มข้นของไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์
    • ความเข้มข้นเป็นตัวกำหนดความอ่อนของสีผม และยิ่งเข้มข้นมากยิ่งระคายเคือง และผมเสียมาก
    • ความเข้มข้น 10 Vol 3% ความเข้มข้นน้อยสุด หากพื้นสีผมเป็นสีธรรมชาติ สามารถทำผมให้อ่อนได้ 1-2 ระดับ
    • ความเข้มข้น 20 Vol 6% เป็นความเข้มข้นที่นิยมใช้กันมากที่สุด  เหมาะผมเส้นเล็ก
    • ปรับระดับสีผมได้ 2-3 ระดับ ให้เป็นสีบลอนด์ได้
    • ความเข้มข้น 30 Vol 9% มีโอกาสระคายเคืองสูงและผมขาดหากทิ้งไว้นานเกินไป  หากต้องการผมสีบลอนด์อ่อนและไม่ต้องการฟอกผมหลายครั้ง สามารถใช้ความเข้มข้นระดับนี้ได้
    • ความเข้มข้นที่สูงกว่า 40 vol 12% 
    • ถือว่าเป็นความเข้มข้นสูงสุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสผิวหนัง ทำให้หนังศีรษะระคายเคืองง่าย แนะนำเลยว่าไม่ควรฟอกสีผมด้วยความเข้มข้นระดับนี้แต่ควรไปที่ร้านเสริมสวยที่มีความชำนาญฟอกสีให้ 
  • เลือกตามเฉดสีที่ต้องการย้อม  
    • สีทองแดง สำหรับผู้ที่ต้องการทำผมสีบลอนด์ส้ม แดง มะฮอกกะนี และคอปเปอร์
    • สีเหลือง สำหรับผู้ที่ต้องการทำผมสีเขียว บลอนด์ทอง บลอนด์เขียว เขียวอมเทา สีม่วงเข้ม
    • สีเหลืองอ่อนหรือสีขาว  สำหรับผู้ที่ต้องการทำผมสีแนวพาสเทลทุกสี 
  • เลือกน้ำยากัดสีผมตามการใช้งาน
    • หากต้องการให้สีผมจางลง แนะนำให้ใช้น้ำยากัดสีผมแบบครีม 
    • หากต้องการโทนสีสว่าง แนะนำให้ใช้น้ำยากัดสีผมแบบผง

คำถามที่พบบ่อยของน้ำยากัดสีผม

1.ผงหรือน้ำยากัดสี

2.ไฮโดรเยนเปอร์ออกไซด์

3.ถ้วยพลาสติกใส่ครีมฟอก

4.แปรง

5.เจลปิโตรเลียม และผ้ากันเปื้อน

น้ำมันที่ตกค้างอยู่บนเส้นผม เป็นสาเหตุที่ทำให้กัดสีผมแล้วจึงมีสีด่างๆ ผู้หนังศีรษะมันให้ทำการสระผมให้สะอาดก่อน เป่าให้แห้ง แล้วจึงกัดสีผม

1. สระผมให้สะอาด เป่าจนแห้งสนิท แล้วจึงกัดสีผม 

2. แบ่งผมออกเป็นช่อๆ 

3. ใช้เจลปิโตรเลียมเจลลีทาบริเวณกรอบหน้า ใบหู และท้ายทอย 

4. ผสมผงหรือน้ำยากัดสีกับไฮโดรเยนเปอร์ออกไซด์ ในปริมาณเท่า ๆ กัน แล้วคนให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน 

5.ใช้แปรงทายากัดสีผมบริเวณท้ายทอย แล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมา แนะนำให้เว้นโคนสักครึ่งนิ้ว เป็นเวลา 20 นาที เมื่อทำเสร็จทั่วศีรษะแล้วให้ย้อนกลับมาทาโคนผมที่เหลือ

6. ทิ้งไว้ 10 นาที  หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับเฉดสีที่ต้องการ 

7. ล้างออกด้วยแชมฟูสูตรอ่อนโยน และเป่าผมให้แห้ง

ไม่สระผมบ่อย เพื่อหลีกเลี่ยงหนังศีรษะแห้งลอก และผมขาดความความชุ่มชื้น 

ใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนถนอมผม

หลีกเลี่ยงการให้ผมโดนความร้อน เช่น การไดร์ผม และม้วนลอน เป็นต้น  

หลีกเลี่ยงการหวีผมตอนผมเปียก

ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดผม

ทำความสะอาดผมก่อนกัดสีผมเพื่อป้องกันการเกิดสีด่าง

สำหรับการลงสีหลังกัดสีผม แนะนำให้ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 3% หรือ 6% เท่านั้น เพราะหากใช้ความเข้มข้นสูงกว่านี้จะทำให้เกล็ดผมเปิด ทำให้สีหลุด ไม่ติดทน

สามารถกัดสีซ้ำได้ทันทีแต่ต้องรอให้ผมแห้งก่อน หรือจะเว้นระยะ 1- 2 อาทิตย์ แล้วจึงกัดสีซ้ำเพื่อหลีกเลี่ยงการระคายเคือง

การกัดสีผมนั้นย่อมทำให้ผมเสียอยู่แล้ว จะมาหรือน้อยขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเส้นผม โดยในทุกครั้งที่กัดสีผมเกล็ดผมจะเปิด หลักจากกัดสีแล้วผมอาจมีลักษณะเปราะบาง แห้ง และแตกปลาย แนะนำว่า ต้องหมั่นบำรุงผมหลังจากกัดสีเป็นประจำ ทั้งนี้ อาจหาอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุบำรุงผมมารับประทาน เช่น แครอท ข้าวกล้อง นมถั่วเหลือง และฟักทอง เป็นต้น

 ผู้ที่มีแผลบนหนังศีรษะ      

– ผู้ที่มีการดัด ยืด หรือทำสี มาแล้ว แนะนำให้เว้นระยะอย่างน้อย 2 สัปดาห

– ผู้ที่แพ้ง่ายควรทดสอบอาการแพ้ก่อนกัดสีผม

ผสมผงหรือน้ำยากัดสีผม กับไฮโดรเจน 12% ในสัดส่วน 1:3 แล้วทิ้งไว้ 30 นาที โดยต้องทาน้ำยากัดสีผมให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะสารเคมีจะกัดผมเร็วมาก หากทำเสร็จช้าอาจได้สีผมไม่เท่ากัน  หากผมที่กัดมาครั้งแรกแล้วยังเป็นสีเข้มอยู่ ให้กัดต่อด้วย ไฮโดรเจน 9% อีกครั้งหนึ่งทิ้งไว้จนได้สีที่เราต้องการแล้วจึงล้างผมให้สะอาด

แหล่งอ้างอิง

http://anti-aging.mfu.ac.th

http://oldweb.pharm.su.ac.th

https://www.rama.mahidol.ac.th

Scroll to Top